ล็อกอิน

Tag Cloud

กระทู้ล่าสุด

8 ปี 13 สัปดาห์ ก่อน
8 ปี 13 สัปดาห์ ก่อน
9 ปี 33 สัปดาห์ ก่อน
10 ปี 1 สัปดาห์ ก่อน
10 ปี 8 สัปดาห์ ก่อน
10 ปี 15 สัปดาห์ ก่อน
10 ปี 28 สัปดาห์ ก่อน
10 ปี 29 สัปดาห์ ก่อน
10 ปี 35 สัปดาห์ ก่อน
10 ปี 36 สัปดาห์ ก่อน

สถิติการใช้งาน

  • Total Visitors: 20435822
  • Unique Visitors:
  • Registered Users: 172
  • Last Registered User: asa.v@mhesi.go.th
  • Published Nodes: 939
  • Your IP: 44.210.237.158
  • Since: พฤ, 1970-01-01 07:00
หน้าแรก | บล็อก | บล็อก ekapong@mhsri.go.th

 

พระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเนื่องในพระราชพิธีบวงสรวง สมเด็จพระบูรพมหากษัติริยาธิราชเจ้า : 5 เมษายน 2525

ประการแรก คือ  การรักษาสัจ  ความจริงใจต่อตัวเอง  ที่จะประพฤติปฏิบัติแต่ส่งที่เป็นประโยชน์และเป็นธรรม
ประการที่สอง คือ  การรู้จักข่มใจตัวเอง  ฝึกใจตนเองให้ประพฤติปฏิบัติอยู่ในสัจความดีนั้น 
ประการที่สาม  คือ  การอดทน  อดกลั้น และอดออมที่จะไม่ประพฤติล่วงความสัจ  สุจริต  ไม่ว่าด้วยเหตุประการใด
ประการที่สี่ คือ  การรู้จักละวางความชั่ว  ความทุจริต และรู้จักสละประโยชน์ส่วนน้อยของตนเพื่อประโยชน์ส่วนใหญ่ ของบ้านเมือง 

พระราชดำรัส  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จออกมหาสมาคม  ณ  พระที่นั่ง อนันตสมาคม  เมื่อวันศุกร์ที่  9  มิถุนายน  2549 

ประการแรก คือ  การที่ทุกคนคิดพูดทำด้วยความเมตตา   มุ่งดีมุ่งเจริญต่อกายต่อใจต่อกัน
ประการที่สอง คือ  การที่แต่ละคนต่างช่วยเหลือเกื้อกูลกัน  ประสานงานประสานประโยชน์กัน ให้งานที่ทำสำเร็จผลทั้งแก่ตนและผู้อื่นและแก่ประเทศชาติ  
ประการที่สาม คือ  การที่ทุกคน  ประพฤติปฏิบัติตนสุจริตในกฎกติกาและในระเบียบแบบแผนโดยเท่าเทียมเสมอกัน 
ประการที่สี่ การที่ต่างคนต่างพยายามทำความคิดความเห็นของตนให้ถูกต้องเที่ยงตรงและมั่นคง  อยู่ในเหตุผล   หากความคิดจิตใจ  และการประพฤตปฏิบัติที่ลงรอยเดียวกัน ในทางที่ดีที่เจริญนี้ยังมีพร้อมมูลในกายในใจคนไทย  ก็มั่นใจว่าประเทศชาติไทยจะดำรงมั่งคงอยู่ไปได้                       

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ฯ  ได้พระราชทานพระบรมราโชวาท  เกี่ยวกับคุณธรรมสี่ประการ  2  ชุด  ในสาระที่มีความสำคัญยิ่ง  ได้แก่        

    1.1  คุณธรรม  4  ประการ  ชุดแรก  พระราชทานในวโรกาสพระราชพิธีบวงสรวง สมเด็จพระบูรพกษัตติยาธิราชเจ้า  เมื่อวันที่  5  เมษายน  2525

     1.2  คุณธรรม  4  ประการ  ชุดหลัง  พระราชทานในวโรกาสเสด็จออกพระสีหบัญชร  ณ  พระที่นั่งอนันตสมาคม  เมื่อวันที่  9  มิถุนายน  2549 

     คุณธรรมสี่ประการทั้ง  2  ชุดนี้  ได้มีการเผยแพร่อย่างกว้างขวางในสังคมไทย  โดยสามารถจะพัฒนาให้เป็นกระบวนการเรียนรู้  นำไปสู่วิถีเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  

      คุณธรรม  4  ประการชุดแรก  จะสอดคล้องกับ  “เศรษฐกิจพอเพียงแบบพื้นฐาน”  โดยสามารถขยายให้เป็นขั้นตอนการเรียนรู้  7  ขั้นตอน  ที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับกระบวนการทางวิทยาศาสตร์  ได้แก่  การจับประเด็นปัญหา  การวิเคราะห์สาเหตุของปัญหา  การกำหนดขอบเขตเป้าหมายในการแก้ปัญหา  การตั้งปณิธานหรือการทำแผนปฏิบัติ  การข่มใจให้ดำรงความมุ่งมั่นการอดทนอดกลั้น  และการอดออม  ตลอดจนการสรุปประเมินผลสำเร็จ  อันจะเป็นเครื่องมือที่นำไปสู่การเข้าถึงวิถีแห่งปรัชญาของ เศรษฐกิจพอเพียง 

      คุณธรรม  4  ประการชุดที่ 2  จะสอดคล้องกับ  “เศรษฐกิจพอเพียงแบบก้าวหน้า”  ที่ต่อยอดมาจากเศรษฐกิจพอเพียงแบบพื้นฐาน  โดยเชื่อมโยงกลุ่มคนที่สามารถพึ่งตนเองได้ในระดับหนึ่ง  ตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงแบบพื้นฐาน  (ซึ่งสอดคล้องกับเกษตรทฤษฎีใหม่  ขั้นที่  1  ที่เน้นการพึ่งตนเอง  หรืออาจเรียกว่า  เป็นเศรษฐกิจพอเพียงขั้นที่  1)  แล้วให้มีการรวมกลุ่มช่วยเหลือเกื้อกูลกัน  (อันสอดคล้องกับ 

เกษตรทฤษฎีใหม่ขั้นที่  2  ที่เรียกว่า  เป็นเศรษฐกิจพอเพียงขั้นที่  2)  จากนั้นก็ถักทอกันเป็นเครือข่ายที่กว้างออกไป  (อันสอดคล้องกับเกษตรทฤษฎีใหม่ขั้นที่  3  หรือเรียกได้ว่าเป็นเศรษฐกิจพอเพียงขั้นที่  3) 

บันได  7  ขั้นสู่วิถีเศรษฐกิจพอเพียง   

การประพฤติปฏิบัติตามแนวทางพระบรมราโชวาทคุณธรรม  4  ประการ  เพื่อนำไปสู่วิถีแห่งปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ของท่านสุนัย  เศรษฐ์บุญสร้างได้เสนอแนวทางสู่วิถีแห่งปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไว้  7  ขั้นตอน  ดังนี้ 

          1.  จับประเด็นปัญหา  
          2.  วิเคราะห์สาเหตุของปัญหา 
          3.  กำหนดขอบเขตเป้าหมายในการแก้ปัญหา 
          4.  กำหนดแผนการปฏิบัติหรือตั้งปณิธาน  
          5.  ดำรงความมุ่งหมาย 
          6.  ใช้ความอดทนอดกลั้น และอดออม 
          7.  สรุปประเมินผล  (ในการละวาง  ความชั่วทุจริต) 

1.   จับประเด็นปัญหา       ชีวิตคือการเผชิญกับปัญหาและการแก้ไขปัญหาต่างๆ  อยู่ตลอดเวลา   เช่น   เมื่อหิวก็เป็นปัญหา   เมื่อเจ็บป่วยก็เป็นปัญหาเมื่ออดหลับอดนอนก็เป็นปัญหา  ฯลฯ   ถ้าเราสามารถแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้อย่างเป็นปรกติทุกวัน   มีอาหารกินอิ่ม  นอนหลับ  ขับถ่ายปรกติ  ไม่เจ็บไข้ได้ป่วยเราก็ไม่รู้สึกว่าเป็นปัญหาอะไร  เพราะสามารถแก้ไขปัญหาในชีวิตประจำวันเหล่านี้ได้โดยไม่ยากได้โดยไม่ลำบาก

2.   วิเคราะห์สาเหตุของปัญหา     ปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นแต่ละเรื่องนั้น  จะมีองค์ประกอบ  2  ส่วนใหญ่ ๆ คือเกิดจากตัวแปรของเหตุปัจจัยภายนอกที่เราควบคุมกำหนดอะไรไม่ได้มากนัก  อาทิ  น้ำท่วม  ภัยแล้ง  ราคาผลผลิตตกต่ำ  ฯลฯ

กับตัวแปรของเหตุปัจจัยภายในที่ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมทางกาย  วาจา  ใจ  ของตัวเราเองอันเป็นสิ่งที่เราสามารถควบคุมกำหนดและเปลี่ยนแปลงแก้ไขได้        

3.   กำหนดขอบเขตเป้าหมายในการแก้ปัญหา    เมื่อวิเคราะห์สาเหตุของปัญหาจากในมิติของสิ่งที่เราสามารถควบคุมการเปลี่ยนแปลงแก้ไขได้แล้ว   ก็ต้องกำหนดขอบเขตทิศทางการแก้ไขปัญหาให้อยู่ในกรอบของ “สิ่งที่เป็นประโยชน์และเป็นธรรม”  ด้วย  เพื่อให้เป็นไปในทิศทางที่เกิดประโยชน์ทั้งในระยะสั้นและระยะยาวอย่างยั่งยืน  หรือเป็นประโยชน์ทั้งต่อตนเองและผู้อื่น  ( win win situation )                              

4.   เขียนคำปณิธานหรือทำแผนปฏิบัติ    เมื่อสามารถกำหนดขอบเขตเป้าหมายในการแก้ไขปัญหาอย่างกว้าง ๆ ได้แล้ว  ขั้นต่อไปก็เลือกประเด็นของสิ่งที่ตั้งใจจะประพฤติปฏิบัติหรือทำแผนปฏิบัติเพื่อนำไปสู่วิถีเศรษฐกิจพอเพียงต่อไป

ขั้นตอนการปฏิบัติสู่วิถีเศรษฐกิจพอเพียงขั้นตอนนี้จะเป็นไปตามɦระบรมราโชวาทคุณธรรม  4  ประการ  ข้อแรก  คือ  “การรักษาความสัจ  ความจริงใจต่อตนเองที่จะประพฤติปฏิบัติแต่สิ่งที่เป็นประโยชนและเป็นธรรม”

5.   ดำรงความมุ่งหมาย   เมื่อกำหนดปณิธานหรือเขียนแผนปฏิบัติในสิ่งที่ตั้งใจจะประพฤติปฏิบัติแล้ว  ก็ต้องพยายามดำรงความมุ่งหมายที่จะประพฤติปฏิบัติให้ได้ตามปณิธานหรือแผนนั้น ๆ โดยอาจจะใช้เทคนิควิธีการต่าง ๆ ช่วยเตือนตนเองหรือชุมชนให้ดำรงความมุ่งหมายที่จะปฏิบัติตามสิ่งที่ตั้งใจไว้อย่างต่อเนื่องจนบรรลุผล  เช่นเขียนคำปณิธานตัวโต ๆ  ติดไว้ข้างฝาผนังห้องนอนที่บ้าน  หรือ เขียนคำขวัญติดในที่ต่าง ๆ  ของชุมชน  เพื่อกระตุ้นเตือนผู้คนให้ช่วยกันปฏิบัติตามปณิธานที่ตั้งใจไว้  หรือตั้งสัจจะอธิษฐานต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ตนเคารพบูชา  หรืออาจจะจัดเป็นพิธีกรรมประกาศตั้งปณิธานร่วมกันต่อหน้าสิ่งที่ผู้คนเคารพนับถือ  อาทิ  ต่อหน้าพระบรมสาทิสลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  เป็นต้น การปฏิบัติในขั้นตอนนี้จะเป็นไปตามพระบรมราโชวาทเรื่องคุณธรรม  4   ประการข้อที่สอง   คือ  “การรู้จักข่มใจตนเองฝึกใจตนเอง  ให้ประพฤติปฏิบัติอยู่ในสัจความดีนั้น”

6.   ใช้ความอดทน   อดกลั้น   และอดออม   นอกเหนือจากการข่มใจตนเองให้ดำรงความมุ่งหมายที่จะประพฤติปฏิบัติตามปณิธานที่วางไว้ให้ต่อเนื่องแล้ว  เมื่อประพฤติปฏิบัติไปถึงจุด ๆ  หนึ่ง  โดยปรกติก็มักจะเผชิญกับอุปสรรค  ปัญหาต่างๆ  มากบ้างน้อยบ้างเป็นธรรมดา  ในการต่อสู้กับอุปสรรคปัญหาเหล่านั้นจะต้องอาศัย “กำลังของจิตใจ”  อันคือความอดทนอดกลั้นเข้าช่วย  ควบคู่กับการอาศัย   “กำลังของปัญญา”  อันคือความอดออมเข้าเสริม   ( เหมือนเช่นที่เราเก็บออมเงินไว้ได้   ก็เพราะมีปัญญามองเห็นความจำเป็นอันอาจจะต้องใช้จ่ายเงินดังกล่าวในอนาคต  เป็นต้น )               

     การใช้ “กำลังของจิตใจ” โดยอาศัยความอึด  ความอดทน  อดกลั้นเข้าสู้กับปัญหา  ควบคู่กับ การใช้    “กำลังของปัญญา” พิจารณาให้เห็นคุณค่าของสิ่งที่กำลังประพฤติปฏิบัตินั้น ๆ  จนสามารถเอาชนะอุปสรรคปัญหาต่าง ๆ  ที่เผชิญได้เป็นผลสำเร็จก็คือขั้นตอนการปฏิบัติสู่วิถีเศรษฐกิจพอเพียง ตามพระบรมราโชวาทคุณธรรม  4  ประการในข้อที่สาม   ได้แก่   “การอดทน  อดกลั้น  และอดออม  ที่จะไม่ประพฤติล่วงความสัจสุจริตไม่ว่าด้วยเหตุประการใด”

7.   ละวางความชั่วความทุจริต   ถ้าสามารถประพฤติปฏิบัติมาได้ถึงขั้นสุดท้าย  จนบรรลุเป้าหมายตามปณิธานที่กำหนดไว้ ในแต่ละเรื่อง  ความชั่วความทุจริตก็จะถูกสำรอกกำจัดให้หมดไปเป็นลำดับ ๆ  เหมือนความมืดกับ ความสว่างที่เป็น  2  ด้านของสิ่งเดียวกัน  ถ้าสามารถทำให้ความสว่างเกิดขึ้นได้มากเท่าใด  ความมืดก็จะลดลงไปเองมากเท่านั้น  สุดท้ายเมื่อสามารถคลี่คลายแก้ปัญหาของชีวิตตนเองหรือชุมชนได้ลดน้อยลง ได้แล้ว  เราก็จะมีเวลา  แรงงาน  เงินทอง  หรือสติปัญญาเหลือสำหรับการช่วยเหลือเกื้อกูลคนอื่นได้มากขึ้น

 

จากขั้นตอนของการประพฤติปฏิบัติ  7  ขั้น  ตามแนวพระบรมราโชวาทเรื่องคุณธรรมสี่ประการ สู่วิถีแห่งปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงดังที่กล่าวมา  จะเห็นได้ว่ากระบวนการประพฤติปฏิบัติตามแนว บรมราโชวาทนี้มีลักษณะคล้ายคลึงกับกระบวนการทางวิทยาศาสตร์  ซึ่งอาศัยการสังเกตปรากฏการณ์  การตั้งสมมติฐาน  การลงมือทดลองปฏิบัติเพื่อพิสูจน์สมมติฐาน   และการสรุปผล   โดยกระบวนการ ทางวิทยาศาสตร์ที่ดูง่าย ๆ  มีเพียงไม่กี่ขั้นตอนแต่เมื่อสามารถนำไปประยุกต์ใช้อย่างเหมาะสม  ก็มีศักยภาพอันยิ่งใหญ่ที่สามารถเปลี่ยนแปลงอารยธรรมของมนุษย์อย่างไพศาลมาได้ฉันใด  การประพฤติปฏิบัติตามแนวพระบรมราโชวาทที่เป็น  “วิทยาศาสตร์ของชีวิตและสังคม”  ดังที่กล่าวมา  ก็เป็นกระบวนการที่มีพลังอันไพศาลดุจเดียวกับกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ที่เราคุ้นเคยกันซึ่งถ้าปฏิบัติได้สำเร็จก็จะเป็นไปตามบทสรุปในพระบรมราโชวาทคุณธรรม  4  ประการที่ว่า “คุณธรรมสี่ประการนี้  ถ้าแต่ละคนพยายามปลูกฝังและบำรุงให้เจริญงอกงามขึ้นโดยทั่วกันแล้ว  จะช่วยให้ประเทศชาติบังเกิดความสุข  ความร่มเย็น   และมีโอกาสที่จะปรับปรุงพัฒนาให้มั่นคงก้าวหน้าต่อไปได้ดังประสงค์”

ที่มา http://www.rajsima.ac.th/media/panjai/p3.html

หน่วยงาน: 
สส.
0
คะแนนของคุณ: ไม่มี