ล็อกอิน

Tag Cloud

กระทู้ล่าสุด

7 ปี 51 สัปดาห์ ก่อน
7 ปี 51 สัปดาห์ ก่อน
9 ปี 19 สัปดาห์ ก่อน
9 ปี 40 สัปดาห์ ก่อน
9 ปี 47 สัปดาห์ ก่อน
10 ปี 2 สัปดาห์ ก่อน
10 ปี 14 สัปดาห์ ก่อน
10 ปี 15 สัปดาห์ ก่อน
10 ปี 21 สัปดาห์ ก่อน
10 ปี 22 สัปดาห์ ก่อน

สถิติการใช้งาน

  • Total Visitors: 19039064
  • Unique Visitors:
  • Registered Users: 172
  • Last Registered User: asa.v@mhesi.go.th
  • Published Nodes: 933
  • Your IP: 34.239.147.7
  • Since: พฤ, 1970-01-01 07:00
หน้าแรก | บล็อก | บล็อก bunsoy@mhsri.go.th

 

 โรคติดโทรศัพท์มือถือ

 

 

                                                                            เรียบเรียงโดย.....บุญสรอย  บุญเอื้อ

          เมื่อท่านสำรวจตัวเองตามพฤติกรรมเหล่านี้แล้ว ขอให้ลองถามตนเองและคนรอบตัว เพื่อทบทวนว่าท่านเข้าข่ายเป็น "โรคติดโทรศัพท์มือถือ" หรือ โนโมโฟเบียที่เกิดจากความหวาดกลัวหากขาดโทรศัพท์มือถือหรือสมาร์ทโฟนไม่ได้เลย เพราะคิดว่าจะขาดการติดต่อสื่อสารจากผู้อื่น ซึ่งทางการแพทย์จัดให้เป็นโรคจิตเวชในกลุ่มวิตกกังวล หรือไม่

          "YouGov" ซึ่งเป็นองค์การวิจัยของสหราชอาณาจักร บัญญัติศัพท์ที่ใช้เรียกอาการของโรคนี้ขึ้นเมื่อปี 2008 โดยนำคำว่า no-mobile-phone มารวมกับคำว่า phobia เป็น “nomophobia” ประกอบด้วย

  1. พกโทรศัพท์มือถือติดตัวตลอดเวลา ไม่ห่างตัวเลย ต้องวางอยู่ถูกที่เสมอ
  2. ไม่เคยปิดโทรศัพท์มือถือเลย
  3. แทบไม่ได้คุยกับเพื่อนที่อยู่ตรงหน้าเลย แต่ใช้เวลาคุยกับเพื่อนทางออนไลน์แทน จนคนอื่นเตือนให้วางโทรศัพท์ฯ ได้แล้วมากกว่าวันละหนึ่งครั้ง
  4. เช็คข้อความ อัพเดทข้อมูลในสมาร์ทโฟนทั้งวันทั้งคืน ตื่นนอนก็หยิบโทรศัพท์เช็คข้อความทันที
  5. ก่อนทานอาหารต้องถ่ายรูปอาหารลงเฟซบุ๊ก  หลังเจอหน้าเพื่อนเพียงหนึ่งนาทีต้องถ่ายรูปเพื่อโหลดลงเฟซบุ๊ก

             อาการของโรคโนโมโฟเบีย มีทั้งเครียด ตัวสั่น เหงื่อออก คลื่นไส้ หากไม่มีโทรศัพท์มือถืออยู่กับตัว โทรศัพท์เเบตหมด หรือว่าอยู่ในที่ไร้สัญญาณ นอกจากนี้ยังมีผลเสียต่อร่างกาย หรือเสี่ยงที่จะเป็นสารพัดโรค ได้แก่

 

อาการปวดเมื่อย

          ปวดเหมื่อยคอ บ่า ไหล่ เป็นอาการแรก ๆ เพราะนั่งเกร็งในท่าเดิมเป็นเวลานาน ยิ่งเพ่งดูหน้าจอท่านก็จะค่อย ๆ งอตัว นั่งหลังงุ้ม ทำให้ทั้งคอ บ่า ไหล่ มีอาการล้า  ถ้าปวดเมื่อยมากจะปวดศีรษะเพราะเลือดที่ไปเลี้ยงสมองนั้นต้องไหลผ่านกล้ามเนื้อส่วนบ่า ต้นคอ เมื่อเกิดอาการเกร็งจนกล้ามเนื้อบิด ทำให้เลือดไหลเวียนไม่สะดวก  หากเด็กและวัยรุ่นเกิดอาการนี้จะส่งผลให้กระดูกหรือหมอนรองกระดูกเสื่อมก่อนวันอันควร

          ส่วนความเสี่ยงขณะที่นั่งหลังงุ้มเล่นสมาร์ทโฟน จะทำให้หายใจไม่สุดปอด หายใจสั้น ติดขัด ระบบขับของเสียหรือเชื้อโรคในทางเดินหายใจติดขัดและถูกจำกัดลง

          การแก้ไขอาการปวดเมื่อยดังกล่าวเบื้องต้น ท่านสามารถทำได้ด้วยการบริหารกล้ามเนื้อและเอ็นที่พยุงลำคอไว้ โดยอาศัยการออกแรง – ออกกำลังกาย ได้แก่   การบริหารแบบแอโรบิค (aerobic exercise) เพื่อความเข้มแข็งพื้นฐาน เช่น เดิน เดินเร็ว เดินขึ้นลงบันไดตามโอกาส วิ่งเหยาะ(จอกกิ้ง) ขี่จักรยาน ว่ายน้ำฯ ซึ่งเวลาออกกำลังกายให้พยายามรักษา คอ ไว้ให้ตรง   และการยืดเส้นหรือการบริหารแบบยืด-เหยียด (stretching exercise) เพื่อเพื่มความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อช่วงคอ บ่า ไหล่ 

 

อาการตาเสื่อม

          การจ้องหน้าจอขนาดเล็กของสมาร์ทโฟนต่อเนื่องเป็นชั่วโมง ทำให้ตาแห้ง แสบตา  ปวดเมี่อยสายตา

ตาล้า ตาพร่า จนปวดกระบอกตา  เพราะกล้ามเนื้อรอบดวงตาเกร็งตัว เมื่อมองแสงสีของภาพจากจอที่ฉูดฉาด เคลื่อนที่เร็ว  เมื่อมีอาการแบบนี้บ่อยครั้ง ประสาทตาจะเสื่อมเร็วขึ้น

            สิ่งที่ต้องทำ คือ ชะลอการทำร้ายสายตา และทำให้สายตารู้สึกสบายมากขึ้น ท่านทำได้โดย กระพิบตาให้ถี่ขึ้น ถึง 20 – 22  ครั้ง/นาที หรือใช้น้ำตาเทียมหยอดตาให้ชุ่มชื้น  ถือโทรศัพท์ฯ ให้ห่างจากตัวเรา 50 – 70 เซ็นติเมตร แล้วยกให้อยู่ในระดับสายตาประมาณ 4 – 9 นิ้ว    พักสายตาทุกครึ่งชั่วโมงโดยทอดสายตามองสิ่งของที่ห่างไปไม่น้อยกว่า 20 ฟุต หรือหลับตานิ่ง ๆ สักห้านาทีก่อนกลับมาดูจอโทรศัพท์ต่อ 

          สำหรับขนาดตัวหนังสือ ต้องปรับให้อ่านง่าย สบายตา อย่าฝืนอ่านตัวอักษรที่ขนาดเล็กเกินไป ถ้าท่านมีสายตาผิดปกติ ควรใช้แว่นที่เข้ากับค่าสายตา และระยะมองหน้าจอสมาร์ทโฟน

          แสงก็เป็นเรื่องที่ต้องคำนึงถึง จึงควรปรับหน้าจอให้สว่างพอสบายตา ไม่สว่างจ้าเกินไป  และลดแสงสะท้อนรบกวนโดยควรหาที่นั่งใช้โทรศัพท์มือถือในตำแหน่งที่แสงตกกระทบเฉียง ๆ กับหน้าจอ

          ทำให้ภาพหรือตัวอักษรสั่นตาม ท่านควรการสั่นสะเทือนจะหลีกเลี่ยงการใช้งานหน้าจอสมาร์ทโฟนขณะอยู่บนรถยนต์หรือยานพาหนะจนใช้งานหน้าจอไม่สะดวก

 

อาการนิ้วล็อก

          เริ่มจากมีอาการปวดโคนนิ้วมือ เมื่อเอานิ้วกด ขยับนิ้วจะปวดมากขึ้น กำแล้วเหยียดขึ้นไม่ได้ งอนิ้วลงแล้วจะติดล๊อกถึงขั้นเหยียดนิ้วออกเองไม่ได้ ต้องเอามืออีกข้างมาช่วยแกะ ในที่สุดมือจะอักเสบ นิ้วบวมติดอยู่ในท่างอเล็กน้อย

          วิธีรักษา ต้องใช้ยาลดอาการอักเสบ ลดบวม ลดปวด  ทำกายภาพบำบัดโดยใช้เครื่องดามนิ้ว นวดเบา ๆ

ใช้ความร้อนประคบ  ออกกำลังกายเหยียดนิ้ว ถ้าอาการรุนแรงต้องฉีดสเตอรอยเฉพาะที่ เพื่อลดอักเสบ ลดปวดบวมจะได้ผลดีที่สุด ให้แช่น้ำร้อนวันละ 1-2 ครั้ง เช้า-เย็น และบริหารโดยใช้ขวดใบเล็กใส่น้ำร้อนแล้วเอามือกำและเหยียด

 

 

 

อาการอื่น ๆ ที่อาจเกิดขึ้นตามมา  อาทิ การปวดศรีษะจากกล้ามเนื้อเกร็งตัวบริเวณศรีษะและใบหน้า ปวดเป็นประจำ  ปวดขมับ ท้ายทอยทั้งสองข้างตื้อ ๆ หนัก ๆ นานเกิน 24 ชั่วโมง บางคนปวดนานติดต่อกันทุกวันเป็นสัปดาห์หรือแรมเดือน แต่อาการปวดจะไม่รุนแรงขึ้นจากวันแรก ๆ  วิธีป้องกัน ควรนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ไม่คร่ำเคร่งกับการใช้งานบนสมาร์ทโฟนมากเกินไป เปลี่ยนอิริยาบถ เช่น ผละจากนั่ง ๆ นอน ๆ ใช้โทรศัพท์ ลุกเดินผ่อนคลายจากความเครียด ที่สำคัญควรไปพบแพทย์เพื่อรักษาและแนะนำการใช้ยาให้ตรงจุด

 

 

 

          เมื่อท่านมีอาการดังกล่าว ถึงขั้นที่ต้องเข้ารับการรักษานั้น   จิตแพทย์รักษาแบบ Cognitive Behavior Therapy (CBT) ที่นิยมใช้รักษาผู้มีอาการซึมเศร้า วิตกกังวล และอาการกลัวในระดับต่าง ๆ โดยจะปรับเปลี่ยนความคิด เปลี่ยนแปลงความเชื่อเฉพาะตัวและกรอบความคิด เพื่อให้ผู้ป่วยเห็นปัญหาที่เกิดขึ้นกับตนเอง จนสามารถลำดับความสำคัญของปัญหาเพื่อเรียนรู้ที่จะหลีกเลี่ยงหรือแก้ไขได้เองเมื่อรักษาตัวจนหายดีแล้ว

 

 

 

          ดังนั้น  หากท่านรู้ตัวว่า.... เพิ่งเริ่มติดโทรศัพท์ ลองรักษาตัวเองก่อน โดยให้เริ่มจากลองใช้ชีวิตโดยไม่ต้องมีโทรศัพท์ติดมือตลอดเวลา  หยิบขึ้นมาใช้เวลาจำเป็นเท่านั้น  พูดคุยกับคนในบ้าน เพื่อนบ้าน เพื่อนร่วมงาน  หางานอื่นทำเวลาว่างแทนที่จะหมกมุ่นใช้โทรศัพท์ เช่น อ่านหนังสือ ออกกำลังกาย นั่งสมาธิ  ปิดโทรศัพท์มือถือก่อนเข้านอน   แต่เมื่อได้ทดลองปรับเปลี่ยนพฤติกรรมต่าง ๆ แล้ว ยังห่างจากสมาร์ทโฟนคู่ใจไม่ได้ ควรปรึกษาจิตแพทย์เพื่อรับการรักษาอย่างถูกต้อง

 

 

 

          ข้อคิด : โทรศัพท์มือถือ มีความสำคัญกับชีวิตของคนเราในยุคนี้ตลอด 24 ชั่วโมงก็จริง แต่...ต้องรู้จักใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อร่างกาย หากใครที่รู้ตัวว่าเริ่มส่อเค้ามีอาการ "โนโมโฟเบีย"แล้วล่ะก็ ลองปรับเปลี่ยนตัวเองเสียใหม่ตั้งแต่วันนี้...เพื่อสุขภาพของท่านเอง

 

ขอขอบคุณ ข้อมูลอ้างอิง : http://Mcot-web.Mcot.net / : Scbsme.com /: http // : Kapook.com                            

 

หน่วยงาน: 
ศท.
0
คะแนนของคุณ: ไม่มี

รายการบล็อกล่าสุด