ล็อกอิน

Tag Cloud

กระทู้ล่าสุด

7 ปี 20 สัปดาห์ ก่อน
7 ปี 21 สัปดาห์ ก่อน
8 ปี 41 สัปดาห์ ก่อน
9 ปี 9 สัปดาห์ ก่อน
9 ปี 16 สัปดาห์ ก่อน
9 ปี 23 สัปดาห์ ก่อน
9 ปี 36 สัปดาห์ ก่อน
9 ปี 37 สัปดาห์ ก่อน
9 ปี 43 สัปดาห์ ก่อน
9 ปี 44 สัปดาห์ ก่อน

สถิติการใช้งาน

  • Total Visitors: 16296836
  • Unique Visitors:
  • Registered Users: 168
  • Last Registered User: opfy9@mhesi.go.th
  • Published Nodes: 923
  • Your IP: 54.165.57.161
  • Since: พฤ, 1970-01-01 07:00
หน้าแรก | บล็อก | บล็อก ekapong@mhsri.go.th

เรื่องแรงจูงใจ หรือทฤษฎีแรงจูงใจ (Motivation โมติเวชั่น) เป็นเรื่องพื้นฐานที่สำคัญที่สุดในทุกวงการ ทุกศาสตร์ ในทางด้านการพัฒนาองค์กร แม้ว่าคุณจะเข้าไปเป็นที่ปรึกษาที่ไหน คุณจะทำอะไร เวลาลูกศิษย์ลูกค้ามาคุยกับคุณ ไม่ว่าจะเริ่มด้วย AI เทคนิคการทำ OD  แต่ที่สุดมักวกมาถามคุณเรื่องเงิน เรื่องการจ่ายค่าตอบแทน ที่ให้เท่าใด ดูเหมือนก็ยังเป็นปัญหา  

สาระเป็นอย่างนี้ครับ เมื่อสี่สิบปีก่อน มีการทดลองง่ายๆ ให้ผู้เข้าทดลองแก้ปัญหาง่ายๆ แต่แบ่งคนเป็นสองกลุ่ม กลุ่มแรกบอกว่า นี่พวกคุณช่วยแก้ปัญหานี้หน่อย เราจะเอาเวลาที่คุณแก้ปัญหาได้ ไปเป็นมาตรฐานของคนอื่นๆ  ส่วนอีกกลุ่มบอกว่า ถ้าคุณอยู่ในกลุ่ม 25% แรกที่แก้ปัญหานี้ได้เร็วที่สุด คุณจะได้เงิน 5 ดอลล่าร์ แต่ถ้าคุณเป็นคนแก้ปัญหานี้ได้เร็วที่สุด คุณจะได้รางวัลถึง 20 ดอลล่าร์ ครับคิดดูมากมายขนาดไหน เงินจำนวนนี้เมื่อ 40 ปีก่อน 

สิ่งที่คาดกันก็คือกลุ่มที่สอง ที่ได้แรงจูงใจเป็นเงิน น่าจะแก้ปัญหาได้เร็วและสร้างสรรค์กว่ากลุ่มแรก การณ์กลับตรงข้ามโดยเฉลี่ย กลุ่มที่มีการกำหนดค่าตอบแทนเป็นเงินกลับแก้ปัญหาได้ช้ากว่ากลุ่มแรก โดยเฉลี่ยสามนาทีครึ่ง เรื่องนี้มีการทดลองซ้ำๆ นับร้อยครั้ง กว่า 40 ปี  

น่าตกใจมากที่เรื่องนี้ถูกละเลยมาตลอด ทำไมครับ สังคมทั้งโลกเชื่อว่าหากต้องการให้คนแสดงความคิดสร้างสรรค์ สร้างผลงานดีๆ ต้องให้เงินเดือน แรงจูงใจเป็นโบนัสเยอะๆ แต่จริงๆ แล้วตรงข้าม ผลการศึกษาในด้านเศรษฐศาสตร์ การเงิน ที่ทำโดยมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลกเช่น London School of Ecnomics ที่ผลิตนักเศรษฐศาสตร์ระดับรางวัลโนเบิลไพร๊ซ์กว่า 11 ท่าน ศึกษางานวิจัยที่โยงผลตอบแทนที่เป็นเงินเข้ากับการทำงาน ค้นพบเช่นเดียวกันว่า “การโยงผลตอบแทนเป็นเงินเข้ากับการทำงาน ให้ผลที่เป็น “ลบ”

คุณแดน คนพูดเรื่องนี้ถงกับพูดว่า ตอนนี้เรากำลังยืนอยู่บนซากปรักหักพัง สหรัฐกำลังจะแย่เพราะว่า โลกธุรกิจ ที่ต้องพยายามเอาชนะการแข่งขันด้วยความคิดสร้างสรรค์ นวัตกรรม ใช้สมมติฐานที่ผิดในการกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์และผลงาน เพราะใช้เงินเป็นแรงจูงใจ แดนบอกว่างานในศตวรรษที่ 21 เป็นงานใช้สมองครับ เพราะฉะนั้นต้องการอะไรที่มากกว่าเงิน เพราะถ้าเอาเงินมาเป็นงานวัลและการลงโทษ นั่นคือหายนะของธุรกิจ และหมายถึงหายนะของประเทศครับ 

แล้วอะไรคือทางออกจากการศึกษาของนักวิทยาศาสตร์ พบว่า ต้องใช้แรงจูงใจภายใน (Intrinsic Motivation อินทรินซิก โมติเวชั่น) ที่ประกอบด้วย สามคำครับ คือ 

Autonomy (ออโตโนมี่ ความอิสระ ความอยากที่จะควบคุมชีวิตตนเอง)  

Mastery (มาสเตอรี่ย์ ความปราถนาที่ทำงานให้ดีขึ้นเรื่อยๆ )  

Purpose (เพอร์โพ๊ส ความปรากถนาที่จะอะไรที่มีความหมาย) มากกว่าการทำอะไรเพื่อตนเอง

แนวคิดนี้ เป็นพื้นฐานของวิชาการพัฒนาองค์กร (OD) แดนได้ยกตัวอย่างเช่น บริษัท Atlassianhttp://www.atlassian.com/ ที่นั่นจะให้เวลาหนึ่งวัน ต่อสัปดหาให้พนักงานไปทำอะไรก็ได้ที่ไม่ใช่งานประจำ คือประมาณ 20% ของเวลาทำงานทั้งเกือนนั่นเอง ปรากฏ กลับเป็นวันที่พนักงานคิดอะไรเจ๋งๆ ได้ และสามารถสร้างผลงานจนอยู่เบื้องหลังบริษัทดังๆ ของโลกได้ แนวคิด 20% นี้ Google ก็ใช้ ครับเป็นสุดขั้วเลย ให้ทำอะไรก็ได้ที่ไม่ใช้งานประจำ เลือกงาน เลือกทีม เลือกเทคนิคเอง และก็ค้นพบว่า 50% ของผลิตภัณฑ์ที่ Google คิดได้ มาจาก 20% ของเวลาที่ให้อิสระพนักงานนั่นเอง 

เรื่องนี้เป็นเรื่องจริงๆ แล้ว ผมอยากตะโกนดังๆว่าเขียนเพื่อชาติ เพราะกำลังเห็นหายนะคืบคลานเข้ามา ในรูปของสิ่งล่อที่คือตัวเงิน ที่ถูกนำไปผูกกับ KPI ครับ จะเห็นว่า ถ้าเป็นอาจารย์ ก็ชัดไม่ได้ผลแน่ ระบบ KPI อาจใช้ได้แค่แม่บ้านที่รับผิดชอบทำความสะอาดห้องน้ำเท่านั้นครับ  

ธนาคาร รัฐบาล องค์กรเอกชนกำลังก้าวลงสู่หายนะ เห็นได้ชัดครับ ยิ่งทำแบบสำรวจความผูกพันธ์ในองค์กร เคยเจอมาแล้ว องค์กรที่จ่ายหนัก ออกมาชัดครับ ความผูกพันธ์กับต่ำจนน่าใจหาย 

สรุปแล้ว การให้สิ่งจูงใจเป็นเงิน ไม่เหมาะมากๆ เพราะสร้างอะไรที่เป็นลบครับ และควรพัฒนา Autonomy, Mastery และ Purpose ให้กับพนักงานในองค์กร

 

ทำอย่างไร ค้นหาวิธีที่คุณถนัด หรือ

ใช้วิชาด้านการพัฒนาองค์กร ที่ตอบโจทย์เรื่องนี้ได้ ได้แก่ Appreciative Inquiry, Action Research, Learning Organization, Knowledge Management และ Dialogue หรือ สายจิตตปัญญาศึกษา (Contemplative Science) ครับ เพราะเครื่องมือนี้พัฒนา Autonomy, Mastery และ Purpose โดยตรง สามารถใช้ผสมผสานกันได้ครับ 

ต้องใช้เวลาเท่าใด  OD เป็นอะไรที่ใช้ระยะยาวครับ แต่ถ้ากำหนดนโยบาย 20% แบบ Google อาจต้องสร้างพื้นที่ ที่คนช่วยเหลือเช่นเรียกเรียกว่า Facilitator หรือ OD Consultant ก็ได้ ที่ต้องประคับประคองไปสักพัก ใครอยากเรียนศาสตร์ OD แบบจริงจังก็มีที่มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญครับ 

สรุปอีกครั้ง เราต้องคิดใหม่ทำใหม่กันจริงๆ ผมเขียนเรื่องนี้ ฝากกท่านที่อ่าน ส่งต่อด้วยครับ ส่วนในวิดีโอดูได้ ไม่ถนัดภาษาอังกฤษ แต่เขามีซับไตเติ้ลไทยครับ แปลดีด้วย ส่งต่อกันเยอะๆครับ สังคมจะได้เปลี่ยนซะที

ที่มา http://www.gotoknow.org/posts/530751

หน่วยงาน: 
สส.
5
คะแนนของคุณ: ไม่มี เฉลี่ย: 5 (2 โหวต)

ความคิดเห็น

ควรเอาไปแปะหน้ากระทรวงตัวใหญ่

5

ควรเอาไปแปะหน้ากระทรวงตัวใหญ่ๆ