ล็อกอิน

Tag Cloud

กระทู้ล่าสุด

8 ปี 21 สัปดาห์ ก่อน
8 ปี 21 สัปดาห์ ก่อน
9 ปี 41 สัปดาห์ ก่อน
10 ปี 10 สัปดาห์ ก่อน
10 ปี 16 สัปดาห์ ก่อน
10 ปี 23 สัปดาห์ ก่อน
10 ปี 36 สัปดาห์ ก่อน
10 ปี 37 สัปดาห์ ก่อน
10 ปี 43 สัปดาห์ ก่อน
10 ปี 44 สัปดาห์ ก่อน

สถิติการใช้งาน

  • Total Visitors: 21175177
  • Unique Visitors:
  • Registered Users: 173
  • Last Registered User: wirote.k@mhesi.go.th
  • Published Nodes: 940
  • Your IP: 3.236.121.117
  • Since: พฤ, 1970-01-01 07:00
หน้าแรก | บล็อก | บล็อก ekapong@mhsri.go.th

 

พระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเนื่องในพระราชพิธีบวงสรวง สมเด็จพระบูรพมหากษัติริยาธิราชเจ้า : 5 เมษายน 2525

ประการแรก คือ  การรักษาสัจ  ความจริงใจต่อตัวเอง  ที่จะประพฤติปฏิบัติแต่ส่งที่เป็นประโยชน์และเป็นธรรม
ประการที่สอง คือ  การรู้จักข่มใจตัวเอง  ฝึกใจตนเองให้ประพฤติปฏิบัติอยู่ในสัจความดีนั้น 
ประการที่สาม  คือ  การอดทน  อดกลั้น และอดออมที่จะไม่ประพฤติล่วงความสัจ  สุจริต  ไม่ว่าด้วยเหตุประการใด
ประการที่สี่ คือ  การรู้จักละวางความชั่ว  ความทุจริต และรู้จักสละประโยชน์ส่วนน้อยของตนเพื่อประโยชน์ส่วนใหญ่ ของบ้านเมือง 

พระราชดำรัส  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จออกมหาสมาคม  ณ  พระที่นั่ง อนันตสมาคม  เมื่อวันศุกร์ที่  9  มิถุนายน  2549 

ประการแรก คือ  การที่ทุกคนคิดพูดทำด้วยความเมตตา   มุ่งดีมุ่งเจริญต่อกายต่อใจต่อกัน
ประการที่สอง คือ  การที่แต่ละคนต่างช่วยเหลือเกื้อกูลกัน  ประสานงานประสานประโยชน์กัน ให้งานที่ทำสำเร็จผลทั้งแก่ตนและผู้อื่นและแก่ประเทศชาติ  
ประการที่สาม คือ  การที่ทุกคน  ประพฤติปฏิบัติตนสุจริตในกฎกติกาและในระเบียบแบบแผนโดยเท่าเทียมเสมอกัน 
ประการที่สี่ การที่ต่างคนต่างพยายามทำความคิดความเห็นของตนให้ถูกต้องเที่ยงตรงและมั่นคง  อยู่ในเหตุผล   หากความคิดจิตใจ  และการประพฤตปฏิบัติที่ลงรอยเดียวกัน ในทางที่ดีที่เจริญนี้ยังมีพร้อมมูลในกายในใจคนไทย  ก็มั่นใจว่าประเทศชาติไทยจะดำรงมั่งคงอยู่ไปได้                       

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ฯ  ได้พระราชทานพระบรมราโชวาท  เกี่ยวกับคุณธรรมสี่ประการ  2  ชุด  ในสาระที่มีความสำคัญยิ่ง  ได้แก่        

    1.1  คุณธรรม  4  ประการ  ชุดแรก  พระราชทานในวโรกาสพระราชพิธีบวงสรวง สมเด็จพระบูรพกษัตติยาธิราชเจ้า  เมื่อวันที่  5  เมษายน  2525

     1.2  คุณธรรม  4  ประการ  ชุดหลัง  พระราชทานในวโรกาสเสด็จออกพระสีหบัญชร  ณ  พระที่นั่งอนันตสมาคม  เมื่อวันที่  9  มิถุนายน  2549 

     คุณธรรมสี่ประการทั้ง  2  ชุดนี้  ได้มีการเผยแพร่อย่างกว้างขวางในสังคมไทย  โดยสามารถจะพัฒนาให้เป็นกระบวนการเรียนรู้  นำไปสู่วิถีเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  

      คุณธรรม  4  ประการชุดแรก  จะสอดคล้องกับ  “เศรษฐกิจพอเพียงแบบพื้นฐาน”  โดยสามารถขยายให้เป็นขั้นตอนการเรียนรู้  7  ขั้นตอน  ที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับกระบวนการทางวิทยาศาสตร์  ได้แก่  การจับประเด็นปัญหา  การวิเคราะห์สาเหตุของปัญหา  การกำหนดขอบเขตเป้าหมายในการแก้ปัญหา  การตั้งปณิธานหรือการทำแผนปฏิบัติ  การข่มใจให้ดำรงความมุ่งมั่นการอดทนอดกลั้น  และการอดออม  ตลอดจนการสรุปประเมินผลสำเร็จ  อันจะเป็นเครื่องมือที่นำไปสู่การเข้าถึงวิถีแห่งปรัชญาของ เศรษฐกิจพอเพียง 

      คุณธรรม  4  ประการชุดที่ 2  จะสอดคล้องกับ  “เศรษฐกิจพอเพียงแบบก้าวหน้า”  ที่ต่อยอดมาจากเศรษฐกิจพอเพียงแบบพื้นฐาน  โดยเชื่อมโยงกลุ่มคนที่สามารถพึ่งตนเองได้ในระดับหนึ่ง  ตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงแบบพื้นฐาน  (ซึ่งสอดคล้องกับเกษตรทฤษฎีใหม่  ขั้นที่  1  ที่เน้นการพึ่งตนเอง  หรืออาจเรียกว่า  เป็นเศรษฐกิจพอเพียงขั้นที่  1)  แล้วให้มีการรวมกลุ่มช่วยเหลือเกื้อกูลกัน  (อันสอดคล้องกับ 

เกษตรทฤษฎีใหม่ขั้นที่  2  ที่เรียกว่า  เป็นเศรษฐกิจพอเพียงขั้นที่  2)  จากนั้นก็ถักทอกันเป็นเครือข่ายที่กว้างออกไป  (อันสอดคล้องกับเกษตรทฤษฎีใหม่ขั้นที่  3  หรือเรียกได้ว่าเป็นเศรษฐกิจพอเพียงขั้นที่  3) 

บันได  7  ขั้นสู่วิถีเศรษฐกิจพอเพียง   

การประพฤติปฏิบัติตามแนวทางพระบรมราโชวาทคุณธรรม  4  ประการ  เพื่อนำไปสู่วิถีแห่งปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ของท่านสุนัย  เศรษฐ์บุญสร้างได้เสนอแนวทางสู่วิถีแห่งปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไว้  7  ขั้นตอน  ดังนี้ 

          1.  จับประเด็นปัญหา  
          2.  วิเคราะห์สาเหตุของปัญหา 
          3.  กำหนดขอบเขตเป้าหมายในการแก้ปัญหา 
          4.  กำหนดแผนการปฏิบัติหรือตั้งปณิธาน  
          5.  ดำรงความมุ่งหมาย 
          6.  ใช้ความอดทนอดกลั้น และอดออม 
          7.  สรุปประเมินผล  (ในการละวาง  ความชั่วทุจริต) 

1.   จับประเด็นปัญหา       ชีวิตคือการเผชิญกับปัญหาและการแก้ไขปัญหาต่างๆ  อยู่ตลอดเวลา   เช่น   เมื่อหิวก็เป็นปัญหา   เมื่อเจ็บป่วยก็เป็นปัญหาเมื่ออดหลับอดนอนก็เป็นปัญหา  ฯลฯ   ถ้าเราสามารถแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้อย่างเป็นปรกติทุกวัน   มีอาหารกินอิ่ม  นอนหลับ  ขับถ่ายปรกติ  ไม่เจ็บไข้ได้ป่วยเราก็ไม่รู้สึกว่าเป็นปัญหาอะไร  เพราะสามารถแก้ไขปัญหาในชีวิตประจำวันเหล่านี้ได้โดยไม่ยากได้โดยไม่ลำบาก

2.   วิเคราะห์สาเหตุของปัญหา     ปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นแต่ละเรื่องนั้น  จะมีองค์ประกอบ  2  ส่วนใหญ่ ๆ คือเกิดจากตัวแปรของเหตุปัจจัยภายนอกที่เราควบคุมกำหนดอะไรไม่ได้มากนัก  อาทิ  น้ำท่วม  ภัยแล้ง  ราคาผลผลิตตกต่ำ  ฯลฯ

กับตัวแปรของเหตุปัจจัยภายในที่ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมทางกาย  วาจา  ใจ  ของตัวเราเองอันเป็นสิ่งที่เราสามารถควบคุมกำหนดและเปลี่ยนแปลงแก้ไขได้        

3.   กำหนดขอบเขตเป้าหมายในการแก้ปัญหา    เมื่อวิเคราะห์สาเหตุของปัญหาจากในมิติของสิ่งที่เราสามารถควบคุมการเปลี่ยนแปลงแก้ไขได้แล้ว   ก็ต้องกำหนดขอบเขตทิศทางการแก้ไขปัญหาให้อยู่ในกรอบของ “สิ่งที่เป็นประโยชน์และเป็นธรรม”  ด้วย  เพื่อให้เป็นไปในทิศทางที่เกิดประโยชน์ทั้งในระยะสั้นและระยะยาวอย่างยั่งยืน  หรือเป็นประโยชน์ทั้งต่อตนเองและผู้อื่น  ( win win situation )                              

4.   เขียนคำปณิธานหรือทำแผนปฏิบัติ    เมื่อสามารถกำหนดขอบเขตเป้าหมายในการแก้ไขปัญหาอย่างกว้าง ๆ ได้แล้ว  ขั้นต่อไปก็เลือกประเด็นของสิ่งที่ตั้งใจจะประพฤติปฏิบัติหรือทำแผนปฏิบัติเพื่อนำไปสู่วิถีเศรษฐกิจพอเพียงต่อไป

ขั้นตอนการปฏิบัติสู่วิถีเศรษฐกิจพอเพียงขั้นตอนนี้จะเป็นไปตามɦระบรมราโชวาทคุณธรรม  4  ประการ  ข้อแรก  คือ  “การรักษาความสัจ  ความจริงใจต่อตนเองที่จะประพฤติปฏิบัติแต่สิ่งที่เป็นประโยชนและเป็นธรรม”

5.   ดำรงความมุ่งหมาย   เมื่อกำหนดปณิธานหรือเขียนแผนปฏิบัติในสิ่งที่ตั้งใจจะประพฤติปฏิบัติแล้ว  ก็ต้องพยายามดำรงความมุ่งหมายที่จะประพฤติปฏิบัติให้ได้ตามปณิธานหรือแผนนั้น ๆ โดยอาจจะใช้เทคนิควิธีการต่าง ๆ ช่วยเตือนตนเองหรือชุมชนให้ดำรงความมุ่งหมายที่จะปฏิบัติตามสิ่งที่ตั้งใจไว้อย่างต่อเนื่องจนบรรลุผล  เช่นเขียนคำปณิธานตัวโต ๆ  ติดไว้ข้างฝาผนังห้องนอนที่บ้าน  หรือ เขียนคำขวัญติดในที่ต่าง ๆ  ของชุมชน  เพื่อกระตุ้นเตือนผู้คนให้ช่วยกันปฏิบัติตามปณิธานที่ตั้งใจไว้  หรือตั้งสัจจะอธิษฐานต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ตนเคารพบูชา  หรืออาจจะจัดเป็นพิธีกรรมประกาศตั้งปณิธานร่วมกันต่อหน้าสิ่งที่ผู้คนเคารพนับถือ  อาทิ  ต่อหน้าพระบรมสาทิสลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  เป็นต้น การปฏิบัติในขั้นตอนนี้จะเป็นไปตามพระบรมราโชวาทเรื่องคุณธรรม  4   ประการข้อที่สอง   คือ  “การรู้จักข่มใจตนเองฝึกใจตนเอง  ให้ประพฤติปฏิบัติอยู่ในสัจความดีนั้น”

6.   ใช้ความอดทน   อดกลั้น   และอดออม   นอกเหนือจากการข่มใจตนเองให้ดำรงความมุ่งหมายที่จะประพฤติปฏิบัติตามปณิธานที่วางไว้ให้ต่อเนื่องแล้ว  เมื่อประพฤติปฏิบัติไปถึงจุด ๆ  หนึ่ง  โดยปรกติก็มักจะเผชิญกับอุปสรรค  ปัญหาต่างๆ  มากบ้างน้อยบ้างเป็นธรรมดา  ในการต่อสู้กับอุปสรรคปัญหาเหล่านั้นจะต้องอาศัย “กำลังของจิตใจ”  อันคือความอดทนอดกลั้นเข้าช่วย  ควบคู่กับการอาศัย   “กำลังของปัญญา”  อันคือความอดออมเข้าเสริม   ( เหมือนเช่นที่เราเก็บออมเงินไว้ได้   ก็เพราะมีปัญญามองเห็นความจำเป็นอันอาจจะต้องใช้จ่ายเงินดังกล่าวในอนาคต  เป็นต้น )               

     การใช้ “กำลังของจิตใจ” โดยอาศัยความอึด  ความอดทน  อดกลั้นเข้าสู้กับปัญหา  ควบคู่กับ การใช้    “กำลังของปัญญา” พิจารณาให้เห็นคุณค่าของสิ่งที่กำลังประพฤติปฏิบัตินั้น ๆ  จนสามารถเอาชนะอุปสรรคปัญหาต่าง ๆ  ที่เผชิญได้เป็นผลสำเร็จก็คือขั้นตอนการปฏิบัติสู่วิถีเศรษฐกิจพอเพียง ตามพระบรมราโชวาทคุณธรรม  4  ประการในข้อที่สาม   ได้แก่   “การอดทน  อดกลั้น  และอดออม  ที่จะไม่ประพฤติล่วงความสัจสุจริตไม่ว่าด้วยเหตุประการใด”

7.   ละวางความชั่วความทุจริต   ถ้าสามารถประพฤติปฏิบัติมาได้ถึงขั้นสุดท้าย  จนบรรลุเป้าหมายตามปณิธานที่กำหนดไว้ ในแต่ละเรื่อง  ความชั่วความทุจริตก็จะถูกสำรอกกำจัดให้หมดไปเป็นลำดับ ๆ  เหมือนความมืดกับ ความสว่างที่เป็น  2  ด้านของสิ่งเดียวกัน  ถ้าสามารถทำให้ความสว่างเกิดขึ้นได้มากเท่าใด  ความมืดก็จะลดลงไปเองมากเท่านั้น  สุดท้ายเมื่อสามารถคลี่คลายแก้ปัญหาของชีวิตตนเองหรือชุมชนได้ลดน้อยลง ได้แล้ว  เราก็จะมีเวลา  แรงงาน  เงินทอง  หรือสติปัญญาเหลือสำหรับการช่วยเหลือเกื้อกูลคนอื่นได้มากขึ้น

 

จากขั้นตอนของการประพฤติปฏิบัติ  7  ขั้น  ตามแนวพระบรมราโชวาทเรื่องคุณธรรมสี่ประการ สู่วิถีแห่งปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงดังที่กล่าวมา  จะเห็นได้ว่ากระบวนการประพฤติปฏิบัติตามแนว บรมราโชวาทนี้มีลักษณะคล้ายคลึงกับกระบวนการทางวิทยาศาสตร์  ซึ่งอาศัยการสังเกตปรากฏการณ์  การตั้งสมมติฐาน  การลงมือทดลองปฏิบัติเพื่อพิสูจน์สมมติฐาน   และการสรุปผล   โดยกระบวนการ ทางวิทยาศาสตร์ที่ดูง่าย ๆ  มีเพียงไม่กี่ขั้นตอนแต่เมื่อสามารถนำไปประยุกต์ใช้อย่างเหมาะสม  ก็มีศักยภาพอันยิ่งใหญ่ที่สามารถเปลี่ยนแปลงอารยธรรมของมนุษย์อย่างไพศาลมาได้ฉันใด  การประพฤติปฏิบัติตามแนวพระบรมราโชวาทที่เป็น  “วิทยาศาสตร์ของชีวิตและสังคม”  ดังที่กล่าวมา  ก็เป็นกระบวนการที่มีพลังอันไพศาลดุจเดียวกับกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ที่เราคุ้นเคยกันซึ่งถ้าปฏิบัติได้สำเร็จก็จะเป็นไปตามบทสรุปในพระบรมราโชวาทคุณธรรม  4  ประการที่ว่า “คุณธรรมสี่ประการนี้  ถ้าแต่ละคนพยายามปลูกฝังและบำรุงให้เจริญงอกงามขึ้นโดยทั่วกันแล้ว  จะช่วยให้ประเทศชาติบังเกิดความสุข  ความร่มเย็น   และมีโอกาสที่จะปรับปรุงพัฒนาให้มั่นคงก้าวหน้าต่อไปได้ดังประสงค์”

ที่มา http://www.rajsima.ac.th/media/panjai/p3.html

หน่วยงาน: 
สส.
0
คะแนนของคุณ: ไม่มี