ล็อกอิน

Tag Cloud

กระทู้ล่าสุด

8 ปี 21 สัปดาห์ ก่อน
8 ปี 21 สัปดาห์ ก่อน
9 ปี 41 สัปดาห์ ก่อน
10 ปี 10 สัปดาห์ ก่อน
10 ปี 16 สัปดาห์ ก่อน
10 ปี 23 สัปดาห์ ก่อน
10 ปี 36 สัปดาห์ ก่อน
10 ปี 37 สัปดาห์ ก่อน
10 ปี 43 สัปดาห์ ก่อน
10 ปี 44 สัปดาห์ ก่อน

สถิติการใช้งาน

  • Total Visitors: 21183373
  • Unique Visitors:
  • Registered Users: 173
  • Last Registered User: wirote.k@mhesi.go.th
  • Published Nodes: 940
  • Your IP: 44.201.99.222
  • Since: พฤ, 1970-01-01 07:00
หน้าแรก | บล็อก | บล็อก ekapong@mhsri.go.th

พอดีไปอ่านบทความนี้มาเลยเห็นว่ามีหลายสิ่งให้ชวน ขบ และ คิด ทั้งคิดตามและคิดต่าง ลองอ่านดูครับ

 โดย สุนัย เศรษฐ์บุญสร้าง

1. ถึงแม้ปัญหาความขัดแย้งของการเมืองไทยรอบนี้จะมีจุดเริ่มต้นมาจากความขัดแย้งระหว่างกลุ่มชนชั้นนำ (Power Elites) แต่เทคโนโลยีสารสนเทศปัจจุบันได้ดึงประชาชนจำนวนมากเข้าสู่วังวนความขัดแย้งด้วย เพราะคู่ความขัดแย้งแต่ละฝ่ายต่างใช้เทคโนโลยีสารสนเทศขยายฐานมวลชนเพื่อแสวงหาการสนับสนุนจากประชาชนวงกว้าง โดยฝ่าย ‘เสื้อแดง’ อาศัยกรอบอุดมการณ์ ‘ลัทธิประชาธิปไตย’ เป็นหลักยึด และพยายามชี้ให้ประชาชนเห็น ‘วงจรปัญหา’ (Vicious Circle) ของอำนาจพิเศษที่อยู่เหนือการตรวจสอบควบคุมโดยประชาชน ตามวิถีทางประชาธิปไตย ซึ่งนำไปสู่วงจร ‘รัฐประหาร - ฉีกรัฐธรรมนูญ  -  ร่างรัฐธรรมนูญ  -  รัฐประหาร......’ เพื่อเป็นกรอบอ้างอิงความชอบธรรมในการต่อสู้ทางการเมือง ขณะที่ฝ่าย ‘เสื้อเหลือง’ อาศัยกรอบอุดมการณ์ ‘ลัทธิจารีตนิยม’ เป็นหลักยึด และพยายามชี้ให้ประชาชนเห็น ‘วงจรปัญหา’ ความเสื่อมคุณธรรมจริยธรรมของนักการเมือง ซึ่งนำไปสู่การ ‘ซื้อเสียง  -  เข้าสู่อำนาจรัฐ  -  โกงกิน  -  ซื้อเสียง......’ เพื่อเป็นกรอบอ้างอิงความชอบธรรมในการต่อสู้ทางการเมืองของฝ่ายตน

2. จากข้อ 1. การเจรจาประสานประโยชน์ระหว่างกลุ่มชนชั้นนำเพื่อให้สังคมการเมืองไทยคืนกลับสู่ความสงบเรียบร้อยในสถานะเดิม (status quo) เหมือนก่อนเหตุการณ์รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 จึงเป็นไปได้ยาก เพราะคู่ความขัดแย้งแต่ละฝ่ายจะอธิบายกับมวลชนของฝ่ายตนไม่ได้ว่า การที่ไปชักชวนประชาชนให้ออกมาร่วมต่อสู้เพื่ออุดมการณ์ทางการเมืองนั้น ๆ จนมีคนบาดเจ็บล้มตายจำนวนมาก ด้วยหวังจะมีส่วนร่วมขับเคลื่อนบ้านเมืองไปสู่ ‘การเมืองที่เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง’ (ตามอุดมการณ์ของฝ่ายเสื้อแดง) หรือเกิด ‘การเมืองที่มีคุณธรรม’ (ตามอุดมการณ์ของฝ่ายเสื้อเหลือง) แต่สุดท้ายเมื่อกลุ่มชนชั้นนำเจรจาแบ่งปันอำนาจและผลประโยชน์ลงตัว แล้วจะให้บ้านเมืองหวนคืนกลับสู่สถานะเดิมของ ‘การเมืองที่ไม่เป็นประชาธิปไตย’ หรือ ‘การเมืองที่ไม่มีคุณธรรม’ ดังนี้มวลชนทั้ง 2 ฝ่ายก็เท่ากับถูกหลอกให้ออกมาเสี่ยงชีวิตต่อสู้อย่างสูญเปล่าเพื่อผลประโยชน์ของกลุ่มชนชั้นนำ โดยที่ไม่ได้ช่วยให้บ้านเมืองดีขึ้นตามอุดมการณ์ของการต่อสู้ที่แต่ละฝ่ายโฆษณาปลุกเร้ามวลชนฝ่ายตนไว้

3. จากข้อ 2. การต่อสู้ทางการเมืองรอบนี้ได้ทำให้ประชาชนจำนวนมากตระหนักถึง ‘วงจรปัญหา’ ของภาวะความแปลกแยก (Alienation) จาก ‘ประชาธิปไตยที่มีคุณภาพ’ และ ‘ประชาธิปไตยที่มีคุณธรรม’ ซึ่งแฝงอยู่ในระบบสังคมการเมืองไทยนับแต่การปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครองแผ่นดิน พ.ศ. 2475 มองในอีกแง่หนึ่งความขัดแย้งทางการเมืองรอบนี้จึงเท่ากับเป็นพลังขับเคลื่อนทางประวัติศาสตร์ เพื่อยกระดับสังคมการเมืองไทยให้อภิวัฒน์สู่ความเจริญงอกงามขึ้นอีกขั้น (จนพ้นจากภาวะความขัดแย้งแปลกแยกดังกล่าว) ตามตรรกะของ ‘กฎวิภาษวิธี’ (Dialectic) ในทางปรัชญาการเมือง เพราะการจักนำพาบ้านเมืองไปสู่ความปรองดองสมานฉันท์ได้ จำเป็นต้องเสนอ ‘เส้นทาง’ (road map) ที่จะยกระดับสังคมการเมืองไทยให้ ‘ก้าวไปข้างหน้า’ สู่ ‘ประชาธิปไตยที่มีคุณภาพ’ และ ‘ประชาธิปไตยที่มีคุณธรรม’ ไม่ใช่การ ‘ถอยหลังกลับสู่สถานะเดิม’ ของ ‘การเมืองที่แปลกแยกจากประชาธิปไตย’ และ ‘การเมืองที่แปลกแยกจากคุณธรรม’ ดังเช่นที่ผ่านมาในอดีต โดยถ้าหากมวลชนทั้ง 2 ฝ่ายที่ขัดแย้งกันอยู่ต่างมองเห็นหนทางที่จะร่วมกันยกระดับสังคมการเมืองไทยสู่เป้าหมายในอุดมคติตามที่ตนเองต่อสู้เรียกร้อง และเห็นว่าถ้ามัวแต่ไม่ยอมกันในเรื่องปลีกย่อยบางเรื่องต่อไป ก็จะกลายเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการขับเคลื่อนบ้านเมืองไปสู่จุดหมายที่ยิ่งใหญ่กว่าตาม ‘เส้นทาง’ ดังกล่าว ถึงตอนนั้นการออกกฎหมายนิรโทษกรรม อภัยโทษ ฯลฯ ก็จะเกิดตามมาเองโดยที่ไม่มีฝ่ายไหนคัดค้าน (หรือถึงมีก็จะกลายเป็นเพียงเสียงส่วนน้อยของสังคมที่ไม่มีพลังอะไร)

4. สาเหตุที่การเมืองไทยแปลกแยกจากหลัก ‘ประชาธิปไตยที่มีคุณธรรม’ ก็เพราะเรานำแนวคิดประชาธิปไตยซึ่งสะท้อนผ่านภาษาที่เป็นกุญแจสำคัญคือคำว่า ‘สิทธิ’ เข้ามาใช้กับบ้านเมืองเรา โดยที่เข้าใจแค่ความหมายในระดับ ‘โครงสร้างส่วนผิวพื้น’ (Surface Structure) ของคำ ๆ นี้ แต่หาได้เข้าใจถึงความหมายในระดับ ‘โครงสร้างส่วนลึก’ (Deep Structure) ของคำดังกล่าว ที่ยึดโยงอยู่กับเงื่อนไขทางสังคมวิทยาของแต่ละวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน (ตัวอย่างเช่น คำว่า ‘กู-มึง’ ในโครงสร้างส่วนผิวพื้นแห่งความหมาย คือสรรพนามที่เรียกบุรุษที่ 1 และ 2 แต่ความหมายในระดับโครงสร้างส่วนลึกของภาษาโดยเมื่อหลวงพ่อคูณใช้คำว่า ‘กู-มึง’ เรียกตัวเองกับลูกศิษย์ จะแตกต่างจากที่อาจารย์ซึ่งมีการศึกษาและอยู่ในเมืองใช้เรียกตัวเองกับลูกศิษย์ เป็นต้น) ทั้งนี้เนื่องจากพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ของอารยธรรมยิว-คริสเตียน ได้เชื่อมโยงคำอธิบายความหมายของคำว่า ‘สิทธิ’ เข้ากับรากฐานทางจริยปรัชญาของสังคมตะวันตก ด้วยการอธิบายว่าสิทธิเป็นสิ่งที่พระเจ้าประทานให้กับมนุษย์นับแต่สร้างมนุษย์คู่แรก และให้สิทธิที่มนุษย์จะบริโภคใช้สอยสิ่งต่าง ๆ ในโลกที่พระเจ้าสร้างขึ้นนี้ สิทธิจึงมีความ ‘ศักดิ์สิทธิ์’ อันพึงที่มนุษย์จักต้อง ‘เคารพในสิทธิของตัวเอง’ ด้วยการใช้สิทธิดังกล่าวในทางที่สอดคล้องกับเจตจำนงของพระเจ้าผู้ประทานสิทธิให้แก่มนุษย์ ตลอดจนต้อง ‘เคารพในสิทธิของผู้อื่น’ ด้วย เพราะมาจากการประทานของพระเจ้าเช่นกัน (อันเป็นรากฐานของมโนทัศน์เรื่อง ‘สิทธิมนุษยชน’ ที่มีความสำคัญในอารยธรรมตะวันตก) เมื่อสังคมไทยนำคำว่า ‘สิทธิ’ ในลัทธิประชาธิปไตยเข้ามาใช้บนพื้นฐานของโครงสร้างส่วนลึกทางสังคมที่แตกต่างกัน โดยเข้าใจแค่ความหมายของสิทธิในระดับโครงสร้างส่วนผิวพื้นว่า คือ เสรีภาพที่มนุษย์จะกระทำอะไรก็ได้ตราบเท่าที่ไม่ไปล่วงละเมิดสิทธิของผู้อื่นจนผิดกฎหมาย ฉะนั้นถึงนักการเมืองคนใดจะมีข้อบกพร่องทางด้านคุณธรรมจริยธรรม แต่ตราบเท่าที่บุคคลผู้นั้น ยังไม่ได้ทำผิดกฎหมายจนถูกดำเนินคดี และประชาชนส่วนใหญ่พร้อมใจกันเลือกตั้งให้เข้ามาดำรงตำแหน่งทางการเมือง ก็เป็น ‘ความชอบธรรม’ ที่นักการเมืองผู้นั้นจะพึงเข้าสู่อำนาจรัฐได้ ประชาธิปไตยบนพื้นฐานแห่งการเข้าใจความหมายของ ‘สิทธิ’ เช่นนี้จึงไม่มีความเชื่อมโยงทางตรรกะอะไรกับเรื่องคุณธรรมจริยธรรม (ซึ่งแตกต่างจากประชาธิปไตยของสังคมตะวันตก) ในที่สุดก็ทำให้การเมืองไทยแปลกแยกจาก ‘ประชาธิปไตยที่มีคุณธรรม’

5. สาเหตุที่การเมืองไทยแปลกแยกจาก ‘ประชาธิปไตยที่มีคุณภาพ’ ก็เพราะคนไทยส่วนใหญ่ไม่เข้าใจตรรกะของ ‘สัญญาประชาคม’ (Social Contract) ที่เป็นรากฐานทางปรัชญาการเมืองของลัทธิประชาธิปไตย ซึ่งถือว่า ‘สิทธิ’ เป็นแก่นสารคุณค่า (Virtue) ที่มีอยู่ในตัวมนุษย์ทุกคน แต่ความจำเป็นต้องรวมกันอยู่เป็นระบบสังคมเพื่อช่วยเหลือกันในการต่อสู้กับภัยต่าง ๆ ทำให้มนุษย์หันมาทำข้อตกลงร่วมกันที่จักสละ ‘สิทธิส่วนน้อย’ เพื่อสถาปนาอำนาจรัฐขึ้น และอาศัยอำนาจที่เป็นทางการของรัฐ (Authority) ช่วยปกป้อง ‘สิทธิส่วนใหญ่’ (ที่เหลือ) ของประชาชน เช่น ยินยอมให้รัฐมีอำนาจเรียกเก็บภาษีเหนือ ‘สิทธิในทรัพย์สินส่วนบุคคล’ จำนวนหนึ่ง เพื่อรัฐจะได้มีเงินงบประมาณไปจ้างตำรวจหรือทหารมาช่วยปกป้องคุ้มครองสิทธิของประชาชนไม่ให้ถูกละเมิดจากโจรผู้ร้ายภายในหรือจากศัตรูภายนอกประเทศ เป็นต้น รัฐจึงจำเป็นต้องใช้อำนาจที่มาจากประชาชนโดยทางที่ ‘ให้สิทธิเสรีภาพแก่ประชาชนมากที่สุด’ และ ‘อย่างเสมอภาคเท่าเทียมกันที่สุด’ ตามหลัก ‘ความยุติธรรมในฐานะแห่งความเป็นธรรม’ (Justice as Fairness) เพราะเมื่อรัฐไม่สามารถผูกขาดการนิยามความหมายของคำว่า ‘คุณธรรม’ เพื่อใช้เป็นเกณฑ์ตัดสินความ ‘ถูก-ผิด’ ของผู้คนในสังคมเหมือนรัฐเทวสิทธิ์ (Divine Right) ในอดีตที่ยึดโยงกับศาสนาต่าง ๆ เนื่องจากประชาชนที่มาร่วมทำสัญญาประชาคมอาจมีความเชื่อด้านคุณธรรมแตกต่างกันไปตามศาสนาที่ตนศรัทธานับถือ ฉะนั้นจึงมีความจำเป็นต้องอาศัย ‘หลักนิติธรรม’ มาเป็นเครื่องตัดสิน ‘ความถูก-ผิด’ ของผู้คนในสังคมแทนหลักคุณธรรมทางศาสนา ด้วยการถือหลักว่าคนที่ละเมิดกฎหมาย ก็คือคนที่ละเมิดต่อหลักคุณธรรมขั้นพื้นฐานที่ผู้คนยอมรับให้เป็นบรรทัดฐานในการตัดสินความถูก-ผิด ดี-ชั่ว ร่วมกันในสังคม ทั้งนี้เพื่อนำไปสู่ ‘ข้อยุติโดยธรรม’ (อันเป็นรากศัพท์แห่งความหมายของคำว่า ‘ยุติธรรม’) ที่จะยึดโยงให้ผู้คนในสังคมสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างปรกติสุข การที่สังคมไทยยินยอมให้มีการตีความกฎหมายและบังคับใช้กฎหมายแบบ ‘สองมาตรฐาน’ ตลอดจนสมยอมให้มีการเขียนรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 มาตรา 309 ขึ้นมาปกป้องการใช้กฎหมายโดยทางที่ขัดต่อ ‘หลักความยุติธรรมในฐานะแห่งความเป็นธรรม’ จึงสะท้อนให้เห็นถึงภาวะความแปลกแยกจาก ‘ตรรกะของหลักประชาธิปไตย’ ซึ่งส่งผลทำให้เกิด ‘ประชาธิปไตยที่ไม่มีคุณภาพ’ ในบ้านเมืองเรา

6. สิ่งที่คลี่คลายจากตรรกะของสัญญาประชาคมในลัทธิประชาธิปไตย ก็คือหลัก ‘สิทธิเสรีภาพ และความเสมอภาค’ แต่สัญญาใด ๆ ก็อาจถูกฉีกทิ้งได้ถ้าหากคู่สัญญาดังกล่าวไม่มีสำนึกในความเป็น ‘คนพวกเดียวกัน’ ที่จักต้องช่วยเหลือเกื้อกูลกันเป็นพิเศษยิ่งกว่า ‘คนพวกอื่น’ ที่อยู่นอกพันธะสัญญานั้น ด้วยเหตุนี้ลัทธิประชาธิปไตยจึงต้องอาศัยหลัก ‘ภราดรภาพ’ ในโครงสร้างส่วนลึกทางสังคม เพื่อเป็นพื้นฐานรองรับหลัก ‘สิทธิเสรีภาพและความเสมอภาค’ ในโครงสร้างส่วนบนทางสังคม ขณะที่ภายใต้การปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขของไทยนั้น รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งจะทำหน้าที่สร้างหลักประกันด้าน ‘สิทธิเสรีภาพและความเสมอภาค’ ให้กับประชาชน ส่วนสถาบันพระมหากษัตริย์จะทำหน้าที่สร้างหลักประกันด้าน ‘ความเป็นภราดรภาพ’ แห่งตัวตนของความเป็นไทยให้กับสังคม มองในแง่นี้สถาบันพระมหากษัตริย์จึงไม่ได้ขัดแย้งอะไรกับประชาธิปไตย ตรงข้ามกลับเป็นหลักประกันที่ช่วยทำให้ประชาธิปไตยมีความมั่นคงเป็นปึกแผ่นยิ่งขึ้นด้วยซ้ำ การที่สังคมไทยปล่อยให้ ‘การเมือง’ ดึงสถาบันพระมหากษัตริย์ลงมาเป็นเครื่องแบ่งแยกทำลายพรรคการเมืองฝ่ายหนึ่ง เพื่อประโยชน์ของพรรคการเมืองและกลุ่มกดดันทางการเมืองอีกฝ่ายหนึ่ง จนกระทบต่อบทบาทการทำหน้าที่สร้าง ‘ความเป็นภราดรภาพ’ แห่งสังคมไทยของสถาบันพระมหากษัตริย์ จึงเป็นเรื่องอันตรายยิ่งถึงขั้นคุกคามต่อเสถียรภาพในระดับของ ‘ระบอบการเมือง’ (Political Regime) ภายใต้การปกครองแบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

7. ทุกระบบสังคมการเมืองจำเป็นต้องมี ‘โครงสร้างทางวัฒนธรรม’ ที่เกิดจากการผสมผสานรากฐานทางจริยปรัชญา ความเชื่อทางศาสนา เรื่องเล่าทางประวัติศาสตร์ ตำนาน พิธีกรรม ฯลฯ เพื่อสร้าง ‘ศาสนาของพลเมือง’ หรือ ‘ธรรมะแห่งความเป็นพลเมือง’ (Civic Religion) ขึ้นมาทำหน้าที่ ‘สะกด’ ความต้องการ (Demand) ของผู้คนในสังคม ไม่ให้ขยายตัวเกินกว่าขอบเขตที่ทรัพยากรและโครงสร้างของระบบสังคมการเมืองนั้น ๆ จะสามารถรองรับและตอบสนอง (Support) ได้ ประมุขของแต่ละประเทศจะมีบทบาทสำคัญในการปลูกฝัง ‘ธรรมะแห่งความเป็นพลเมือง’ ให้กับผู้คนในชาติ ดังเช่นสุนทรพจน์ของประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาที่ตอกย้ำให้คนอเมริกันเชื่อว่าตนเป็นชาติที่ ‘พระเจ้าทรงเลือกแล้ว’ เป็นต้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ก็คือองค์พระประมุขของชาติที่ทรงทำหน้าที่ปลูกฝังธรรมะแห่งความเป็นพลเมืองให้กับสังคมไทย ผ่านพระราชดำรัสและพระบรมราโชวาทต่าง ๆ มองในแง่นี้ วาทกรรม (Discourse) แห่ง ‘เศรษฐกิจพอเพียง’ ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ที่อธิบายจากกรอบความคิดของหลักพุทธธรรมอันเป็นรากฐานทางจริยปรัชญาของสังคมไทย จึงอาจเป็น ‘กุญแจสำคัญ’ ในการสร้างธรรมะแห่งความเป็นพลเมืองสำหรับคนไทย เพื่อนำประเทศชาติไปสู่ ‘ประชาธิปไตยที่มีคุณธรรม’ และ ‘ประชาธิปไตยที่มีคุณภาพ’ จนสามารถหลุดพ้นจากวงจรปัญหาความขัดแย้งแตกแยกในบ้านเมืองทุกวันนี้

8. ในอัคคัญญูสูตร ฑีฆนิกาย ปาฏิกวรรค พระพุทธเจ้าได้ตรัสเล่าถึงทฤษฎีกำเนิดอำนาจรัฐด้วยตรรกะที่คล้ายคลึงกับทฤษฎีสัญญาประชาคมของลัทธิประชาธิปไตย แต่มีลำดับขั้นที่ลึกกว่าในคำอธิบาย โดยทรงเล่าถึงรากฐานที่มาแห่งอำนาจรัฐว่า ในภาวะดั้งเดิมตามธรรมชาติ (State of Nature) ก่อนที่รัฐจะถือกำเนิดขึ้นมาครอบงำสังคมมนุษย์นั้นผู้คนได้อยู่รวมกันเป็นสังคมอย่างสันติสุขท่ามกลางความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศในธรรมชาติ และ ‘ความพอเพียง’ ในการบริโภคของมนุษย์ ต่อมามีบางคนเกิดความโลภและความเกียจคร้านโดยเริ่มสะสมกักตุน ‘ผลผลิตส่วนที่เกินจากความจำเป็นหรือความพอเพียงขั้นพื้นฐาน’ สำหรับเก็บไว้เพื่อบริโภค เมื่อคนอื่นเห็นเข้าก็เลียนแบบทำตาม จนในที่สุดระบบนิเวศได้เริ่มสูญเสียความอุดมสมบูรณ์ไปเพราะไม่พอต่อการรองรับ ‘ความต้องการส่วนเกินความพอเพียง’ ของมนุษย์ และเริ่มมีความขาดแคลนเกิดขึ้นในสังคม ความขาดแคลนเป็นเหตุปัจจัยนำไปสู่การก่อเกิด ‘สถาบันกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินส่วนบุคคล’ (Property Right) ดังเช่นน้ำสะอาดสมัยก่อนที่มีให้ผู้คนบริโภคอย่างเหลือเฟือ ก็ไม่มีใครคิดเอาน้ำสะอาดมาขายกัน แต่ปัจจุบันเมื่อน้ำฝนที่ตกลงมามีสารปนเปื้อนจนดื่มกินไม่ได้ ก็เกิดการนำน้ำสะอาดมาบรรจุขวดขาย เป็นต้น กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินส่วนบุคคลเป็นมูลเหตุนำไปสู่การ ‘ละเมิดสิทธิ์’ ตลอดจนการทะเลาะวิวาทและทำร้ายกันเกิดขึ้น ผลที่สุดผู้คนก็หันมาทำข้อตกลงร่วมกันที่จักสถาปนา ‘อำนาจที่เป็นทางการ’ (Authority) ขึ้นมาไกล่เกลี่ยข้อพิพาททางสังคม จนพัฒนาไปสู่การกำเนิดของ ‘มหาชนสมมติ กษัตริย์ และราชา’ ที่เป็น ‘สถาบันอำนาจรัฐ’ ขึ้นมาครอบงำระบบสังคมมนุษย์ ฉะนั้นการจักหวนคืนกลับสู่ภาวะดั้งเดิมแห่งความมี ‘สิทธิเสรีภาพอันไพบูลย์’ ซึ่งเป็นสังคมในอุดมคติของลัทธิประชาธิปไตย จึงมีความจำเป็นทางตรรกะที่มนุษย์จะต้องหันมา ‘ลดความโลภ’ เพื่อให้เข้าถึง ‘ความพอเพียง’ ในชีวิตยิ่ง ๆ ขึ้น ภายใต้คำอธิบายในเชิงปรัชญาการเมืองเช่นนี้ วาทกรรมแห่ง ‘เศรษฐกิจพอเพียง’ ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ จึงมีพลังที่จะเป็นสะพานเชื่อมมโนทัศน์ซึ่งสะท้อนผ่านคำว่า ‘สิทธิ’ ในลัทธิประชาธิปไตยให้กลืนเข้ากับรากฐานทางจริยปรัชญาของสัมคมไทยที่ตั้งอยู่บนหลักพุทธศาสนา จนนำไปสู่ ‘ประชาธิปไตยที่มีคุณธรรม’ ซึ่งก็มีความเชื่อมโยงทางตรรกะจนกลายเป็นเนื้อเดียวกับ ‘ประชาธิปไตยที่มีคุณภาพ’ ด้วย (เพราะทฤษฎีกำเนิดอำนาจรัฐในอัคคัญญสูตรดังกล่าวไม่มีความขัดแย้งทางตรรกะอะไรกับทฤษฎีสัญญาประชาคมในลัทธิประชาธิปไตย ตรงข้ามกลับช่วยปิดจุดอ่อนของลัทธิประชาธิปไตยที่นำไปสู่การเบียดเบียนกันของมนุษย์ ภายใต้วัฒนธรรม ‘ทุนนิยม-บริโภคนิยม’ ในโลกทุกวันนี้) เฉกเช่นเดียวกับที่สังคมตะวันตกสามารถเชื่อมโยงคำอธิบายเรื่อง ‘สิทธิ’ ให้กลืนเข้ากับรากฐานทางจริยปรัชญาของอารยธรรมยิว-คริสเตียนที่มี ‘พระเจ้า’ เป็นศูนย์กลางของความเชื่อ จนทำให้ประชาธิปไตยของสังคมตะวันตกมีความมั่นคงเป็นปึกแผ่น

9. ถ้าสมมติฐานที่กล่าวมาทั้งหมดถูกต้อง เราก็อาจมีหนทางนำพาบ้านเมืองไปสู่ความปรองดองสมานฉันท์ได้ด้วยการ

9.1 อาศัยการตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาเพื่อยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เป็นเครื่องมือชักนำให้คนไทยทุกฝ่ายหันมาร่วมกันสร้าง ‘จินตภาพใหม่’ ของสังคมประชาธิปไตย ‘ที่มีคุณธรรมและมีคุณภาพ’ แทนความพยายามที่จะถอยหลังคืนกลับสู่สถานะเดิมของระบบสังคมการเมืองตาม ‘จินตภาพเก่า’ ที่ผ่านพ้นยุคสมัยไปแล้วของกลุ่มชนชั้นนำบางคน (ในคู่ความขัดแย้งทั้งสองฝ่าย) เพื่อสร้าง ‘เป้าหมายร่วม’ ที่เป็นเสมือนสัญญาประชาคมใหม่ของคนไทยทั้งประเทศ รวมถึงแนวทางหลัก ๆ ที่จะนำไปสู่เป้าหมายดังกล่าว

9.2 ทำให้หลัก ‘ความยุติธรรมในฐานะแห่งความเป็นธรรม’ (Justice as Fairness) คืนกลับสู่สังคมไทย ด้วยการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 309 เพื่อเปิดโอกาสให้คนไทยทุกฝ่าย (รวมถึงอดีตนายกฯ ทักษิณ)  มีโอกาสที่จะต่อสู้คดีเพื่อปกป้องความบริสุทธิ์ของตนเอง ภายใต้กระบวนการยุติธรรมปรกติที่เป็น ‘มาตรฐานเดียว’ ของบ้านเมือง เพื่อจักเป็นเครื่องนำไปสู่ ‘ข้อยุติโดยธรรม’ ในการอยู่ร่วมกันอย่างปรกติสุขของสังคมไทย (แต่ไม่ใช่การออกกฎหมายนิรโทษกรรมเพื่อล้มล้างความผิดในคดีต่าง ๆ)

9.3 การจักบรรลุวัตถุประสงค์ตามข้อ 9.1 และ 9.2 ได้ จะต้องทำให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้เป็นเรื่องของ ‘คนไทยทั้งประเทศ’ ซึ่งประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมอย่างกว้างขวางมากที่สุด จนกลุ่มการเมืองแต่ละฝ่ายที่ขัดแย้งกันอยู่ต่างก็ไม่เกิด ‘ความกลัว’ ว่าอีกฝ่ายจะสามารถเข้ามาครอบงำการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในทางที่เป็นโทษต่อฝ่ายตน แล้วออกมาต่อต้านคัดค้านเพราะความหวาดระแวงกลัวดังกล่าว

9.4 ขณะที่การแก้ไขรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 18 ฉบับที่ผ่านมา ไม่สามารถช่วยให้ระบบสังคมการเมืองไทยเกิดเสถียรภาพ อันแสดงให้เห็นว่าถึงแม้การแก้ไขรัฐธรรมนูญอาจจะเป็น ‘เงื่อนไขจำเป็น’ แต่ไม่ใช่ ‘เงื่อนไขที่พอเพียง’ สำหรับการสร้างประชาธิปไตยที่มีคุณธรรมและมีคุณภาพในสังคมไทย ฉะนั้นการสร้างกระบวนการเรียนรู้ให้กับประชาชนเพื่อให้เข้าถึง ‘วัฒนธรรมทางการเมือง’ (Political Culture) ของประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ ผ่านวาทกรรมแห่ง ‘เศรษฐกิจพอเพียง’ ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ (ตามสมมติฐานข้อ 7,8) จึงเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องดำเนินควบคู่พร้อมกันไป โดยรัฐบาลสามารถใช้กองทุนต่าง ๆ ที่มีอยู่แล้ว อาทิ กองทุนพัฒนาศักยภาพของหมู่บ้านและชุมชนตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง (SML) และกองทุนชุมชนพอเพียง เป็นต้น เพื่อเป็นเครื่องมือสร้างการเรียนรู้ประชาธิปไตยที่มีคุณธรรมและมีคุณภาพในระดับหมู่บ้านชุมชนทั่วประเทศจากการลงมือปฏิบัติจริงสำหรับรองรับประชาธิปไตยในระดับประเทศ ผ่านเทคโนโลยีสารสนเทศสมัยใหม่ที่มีต้นทุนต่ำและสามารถดำเนินการในขอบเขตที่กว้างขวางครอบคลุมทุกหมู่บ้านชุมชนทั่วประเทศพร้อมกันได้

9.5 ถ้าหากคนไทยทุกฝ่ายต่างมองเห็น ‘เส้นทาง’ ที่จะยกระดับสังคมการเมืองไทยให้อภิวัฒน์สู่ความเจริญงอกงามยิ่งขึ้นดังนี้แล้ว และเห็นว่าคดีร้ายแรงต่าง ๆ ที่แต่ละฝ่ายมีชนักติดหลังอยู่นั้นจะเป็นอุปสรรคต่อการขับเคลื่อนสังคมการเมืองไทยให้ก้าวไปข้างหน้า ถึงตอนนั้นการพิจารณาเรื่องออกกฎหมายนิรโทษกรรมให้กับทุกฝ่าย ก็จะไม่มีใครต่อต้านคัดค้าน เสมือนการแก้เงื่อนปมของกลุ่มด้ายถูกทางในขั้นต้นแล้ว เงื่อนปมอื่นก็จะค่อย ๆ คลี่คลายเองตามลำดับ ๆ แต่ถ้าแก้ไขผิดลำดับขั้นทางตรรกะ เงื่อนปมก็จะยิ่งขมวดกันยุ่งเหยิงมากขึ้นกว่าเดิมฉันใด การนำพาบ้านเมืองออกจากวิกฤติปัญหาความขัดแย้งรอบนี้ก็มีลักษณะดุจเดียวกันฉันนั้น

* ข้อสรุปจากเนื้อหาในหนังสือ ‘สังคมวิทยาของความแตกแยกในระบบสังคมการเมืองไทย’ และ ‘ทางสู่ความปรองดองของชาติ’ โดย สุนัย เศรษฐ์บุญสร้าง

ที่มา http://prachatai.com/journal/2012/07/41639

 

หน่วยงาน: 
สส.
4
คะแนนของคุณ: ไม่มี เฉลี่ย: 4 (1 โหวต)